แนวโน้มการลงทุนทางตรงระหว่างประเทศขาออกของภาคธุรกิจโรงพยาบาลไทยในประเทศกัมพูชา ลาวและเมียนมาร์

Trends of Outward Foreign Direct Investment by Thai Private Hospitals in Cambodia, Laos and Myanmar

อาจารย์ ดร.นพพล วิทย์วรพงศ์

อาจารย์ ดร.ธัชนันท์ โกมลไพศาล

ประเทศไทยได้มีการทำการค้าบริการทางสุขภาพมาบ้างแล้ว และนับเป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นในภาคเอกชนเป็นหลักโดยการค้าบริการทางสุขภาพระหว่างประเทศสามารถเกิดขึ้นได้ 4รูปแบบ คือ รูปแบบที่ 1(Mode 1) คือ การบริการข้ามพรมแดน (Cross-border Supply) รูปแบบที่ 2(Mode 2) คือ การรับบริการข้ามพรมแดน หรือ การบริโภคในต่างประเทศ (Cross-border Consumption หรือ Consumption Abroad รูปแบบที่ 3(Mode 3)คือ การจัดตั้งธุรกิจเพื่อให้บริการ (ในประเทศอื่น) (Commercial Presence) และรูปแบบที่ 4(Mode 4)คือ การเคลื่อนย้ายบุคคลธรรมดา (Movement of Natural Persons) โดยการให้บริการในรูปแบบที่ 3มีความสำคัญมากกว่ารูปแบบอื่น เพราะจะเป็นตัวเชื่อมการค้าในรูปแบบอื่นๆทั้งหมดเข้าด้วยกัน

การเข้าไปลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ มักเริ่มต้นจากการประเมินศักยภาพของการให้บริการและการประเมินอุปสงค์ของตลาดในประเทศคู่ค้าผ่านการให้บริการในรูปแบบที่มีต้นทุนต่ำก่อนแล้วจึงพัฒนาเป็นการให้บริการครบวงจรในรูปแบบการลงทุนทางตรงขาออกตัวอย่างเช่น บริษัทกรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) ที่เริ่มมีการร่วมรักษาทางไกลให้กับคนไข้ในภูมิภาคอาเซียน และการร่วมมือกับคลินิกในภูมิภาคให้มีการส่งต่อคนไข้มาที่โรงพยาบาลในเครือในประเทศไทยเป็นการสร้างชื่อเสียงและภาพลักษณ์ทางคุณภาพอันจะส่งผลต่ออุปสงค์ในต่างประเทศเมื่อมีการลงทุนทางตรงขาออกในอนาคตเพื่อให้ครอบคลุมแนวโน้มของการลงทุนทางตรงขาออกในทุกรูปแบบ ความหมายของการลงทุนทางตรงขาออกในการศึกษานี้ จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเปิดโรงพยาบาลในประเทศคู่ค้า (ทั้งที่เกิดขึ้นแล้วและที่กำลังจะเกิดขึ้น) เท่านั้น แต่จะรวมไปถึงความร่วมมือระหว่างผู้ให้บริการในภาคธุรกิจโรงพยาบาลของประเทศไทยและผู้ให้บริการของประเทศคู่ค้า ที่อาจส่งผลต่อโอกาสในการลงทุนทางตรงขาออกของผู้ประกอบการไทยในอนาคตด้วย

โดยคู่ค้าบริการทางสุขภาพที่น่าสนใจ และผู้ให้บริการในภาคธุรกิจโรงพยาบาลของประเทศไทยมีศักยภาพในการเข้าไปลงทุนได้แก่ ตลาดกลุ่มประเทศอาเซียนตอนบน คือ ประเทศกัมพูชา สาธารณรัฐประชาชนลาว และ
เมียนมาร์ ซึ่งมีความใกล้เคียงทางภูมิศาสตร์ ศาสนาและวัฒนธรรมกับประเทศไทย มีปัจจัยส่งเสริมการค้าบริการทางสุขภาพระหว่างประเทศไทยกับประเทศเหล่านี้หลายประการ ได้แก่ (1) ปัจจัยภายในประเทศ ตัวอย่างเช่น ชื่อเสียงด้านคุณภาพการรักษาพยาบาลของประเทศไทยเป็นต้น (2) ปัจจัยภายนอกประเทศ หมายถึง การที่ระบบสุขภาพของประเทศกัมพูชาลาว และเมียนมาร์ มีไม่เพียงพอกับความต้องการภายในประเทศโดยเฉพาะในตลาดของผู้ที่มีกำลังซื้อสูง และ (3) ความร่วมมือทางการค้าบริการระหว่างประเทศ โดยประเทศไทยกัมพูชาลาว เมียนมาร์ และประเทศอื่นๆ ใน ASEANได้ลงนามในความตกลงว่าด้วยการค้าบริการของอาเซียน (ASEAN Framework Agreement on Services: AFAS)

งานศึกษาที่เกี่ยวกับการค้าบริการทางสุขภาพของประเทศไทย เน้นการมองภาพรวมของอุตสาหกรรม และ/หรือเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งสำคัญในอาเซียน หรือประเมินผลกระทบของการค้าบริการทางสุขภาพต่อระบบสุขภาพหรือระบบประกันสุขภาพภายในประเทศ งานวิจัยชิ้นนี้ตั้งใจที่จะเติมเต็มช่องว่างของงานศึกษาที่มีอยู่แล้ว โดยจะศึกษาการลงทุนทางตรงขาออก (รูปแบบที่3) ของผู้ให้บริการทางสุขภาพภาคเอกชนของประเทศไทยในประเทศ กัมพูชาลาว และเมียนมาร์ โดยการพิจารณากลยุทธ์วิเคราะห์ถึงข้อจำกัดและผลกระทบของกลยุทธ์ รวมทั้งวิเคราะห์นโยบายและข้อคิดเห็นต่อภาคบริการทางสุขภาพภาคเอกชนจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเพื่อรวบรวมเป็นข้อมูลที่จะใช้ในการกำหนดนโยบายของรัฐบาลได้ต่อไป

วัตถุประสงค์ของการศึกษา

1. ผู้ประกอบการด้านสุขภาพขนาดใหญ่ (ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวที่มีศักยภาพในการลงทุนทางตรง)ในภาคเอกชน มีกลยุทธ์ในการลงทุนทางตรงในประเทศกัมพูชาลาว และเมียนมาร์หรือไม่ อย่างไร

2. หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องมีนโยบายและมาตรการสนับสนุนการลงทุนทางตรงของภาคธุรกิจโรงพยาบาลไทยในประเทศกัมพูชาลาว และเมียนมาร์อย่างไรและมาตรการดังกล่าวตอบสนองความต้องการของภาคเอกชน และมีความสอดคล้องกันเองระหว่างหน่วยงานภาครัฐมากน้อยเพียงใด

3. ผู้ประกอบการของภาคธุรกิจโรงพยาบาลไทยและหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องมีความคิดเห็นต่อการลงทุนทางตรงด้านการบริการสุขภาพ และมีข้อเสนอแนะเพื่อการหาประโยชน์ร่วมกันอย่างไร