ปัจจัย กลยุทธ์ระหว่างประเทศ และผลลัพธ์การลงทุนในต่างประเทศของบรรษัทข้ามชาติไทย
International Venturing of Thai MNEs: Antecedents, International Strategies, and Consequences
 
อาจารย์ ดร.ศักดิพล เจือศรีกุล
 
ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาบรรษัทข้ามชาติจากประเทศที่กำลังพัฒนาได้มีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในเศรษฐกิจโลก (Hoskisson, Wright, Flatotchev, & Peng, 2013) ทั้งนี้นำโดยประเทศบราซิล รัสเซีย จีน และอินเดีย บรรษัทข้ามชาติจากประเทศดังกล่าวไม่ได้เพียงดำเนินกิจการภายในประเทศแต่ยังขยายขอบเขตการดำเนินกิจการไปยังประเทศอื่นๆด้วย ในปี ค.ศ. 2012 ประเทศกำลังพัฒนามีส่วนแบ่งในการลงทุนทางตรงในต่างประเทศขาออก ร้อยละ 30 ของการลงทุนทางตรงในต่างประเทศขาออกของโลกนอกจากนี้ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมาสัดส่วนของการลงทุนทางตรงในต่างประเทศขาออกจากประเทศที่กำลังพัฒนามีอัตราการเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยในช่วงปี ค.ศ. 1980-1989 มีสัดส่วนร้อยละ 6 โดยเฉลี่ย ในช่วงปี ค.ศ.1990-1999 มีสัดส่วนร้อยละ 12 โดยเฉลี่ยและในช่วงปี ค.ศ. 2000-2009 มีสัดส่วนร้อยละ 16 โดยเฉลี่ย (UNCTAD, 2012) จะได้เห็นว่าในอนาคตแนวโน้มของสัดส่วนการลงทุนทางตรงในต่างประเทศขาออกจากประเทศที่กำลังพัฒนามีการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามแผนภาพที่ 1.1 อนึ่งข้อมูลทางสถิติได้ชี้บ่งให้เห็นได้ว่ามีการถดถอยของการลงทุนทางตรงในต่างประเทศขาเข้าในประเทศที่กำลังพัฒนา
 
 
ที่มา: UNCTAD (2012)
 
ในขณะที่นักวิชาการได้พยายามนำเสนอทฤษฎีต่างๆ เพื่อนำมาใช้ในการอธิบายปรากฏการณ์การออกไปลงทุนในต่างประเทศของบรรษัทข้ามชาติจากประเทศที่กำลังพัฒนา (Pananod, 2008, 2013; Williamson, Rammamurti, Fleury, & Fleury, 2013) ผู้บริหารและผู้จัดการในบรรษัทข้ามชาติได้ตั้งข้อสงสัยว่าควรที่จะออกไปดีหรือไม่ กลยุทธ์ระหว่างประเทศควรใช้กลยุทธ์ใด และทำอย่างไรถึงจะสามารถสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันจากกลยุทธ์ดังกล่าว 
 
ด้วยเหตุนี้ งานศึกษาวิจัยนี้จึงมีความประสงค์ในการค้นคว้าปัจจัยการลงทุนในต่างประเทศขาออกของบรรษัทข้ามชาติในประเทศไทย โดยทำการศึกษาเชิงประจักษ์ 2 ส่วนได้แก่ งานศึกษาวิจัยเชิงประจักษ์ที่ 1 จะดำเนินการพิจารณาปัจจัยในการออกไปสู่สากล (Internationalization) ในระดับองค์กร โดยจะนำแนวคิดของ Mathews (2006) ด้านการเสริมสร้างสินทรัพย์ (Asset-augmentation) ซึ่งได้แก่ การเชื่อมโยง (Linkage) การเพิ่มศักยภาพ (Leverage) และการเรียนรู้ (Learning) และแนวคิดของการหลบเลี่ยงสถาบัน (Institutional escape view) (Yamakawa, Peng, & Deeds, 2008) เข้ามาใช้ในการทดสอบปัจจัยในระดับองค์กรทั้ง 3 ปัจจัยได้แก่  ประสบการณ์ในระดับสากลของผู้บริหาร (Global Managerial Experience), การรับรู้ถึงความอ่อนแอในระบบสถาบัน (Institutional Weakness) และ ขีดความสามารถทางนวัตกรรมของบริษัท (Innovation Capability) ต่อการออกสู่สากลของบรรษัทข้ามชาติไทย 
 
ในงานศึกษาเชิงประจักษ์ที่ 2 จะศึกษาปัจจัยในระดับประเทศ โดยพิจารณาถึงความแตกต่างเชิงสถาบันและบริบท (Institutional and Contextual Distance) ระหว่างประเทศไทยและประเทศที่ได้ร่วมการลงทุน งานศึกษานี้ได้ประยุกต์บริบทของความแตกต่างเชิงสถาบัน (Institutional Distance) (Kostova, 1999) ในการอธิบายปรากฏการณ์และการตั้งสมมุติฐานในการศึกษา โดยงานวิจัยชิ้นนี้นำเสนอว่าแนวโน้มที่จะเลือกระหว่างการร่วมมือทางธุรกิจระหว่างประเทศโดยใช้เงินทุน (Equity Allianceor Joint Venture) และการร่วมมือทางธุรกิจระหว่างประเทศโดยสัญญา (Non-Equity Alliance or Contractual Alliance) จะได้รับผลกระทบจากความแตกต่างเชิงสถาบันระหว่างประเทศไทยและประเทศที่เข้าร่วมมือทางธุรกิจ โดยการร่วมมือทางธุรกิจระหว่างประเทศ (Cross-border Alliances) ได้รับการยอมรับและถูกนำไปใช้เป็นกลยุทธ์ระหว่างประเทศ ด้วยว่าสามารถที่จะเป็นกลไกเชื่อมต่อการไหลเวียนของทรัพยากรไม่ว่าจะเป็นเงินทุน ขีดความสามารถ องค์ความรู้ และเทคโนโลยี ระหว่างองค์กรที่อยู่ประเทศต่างกัน (Parkhe, 1991) 
 
ท้ายที่สุดสำหรับงานวิจัยในส่วนที่ 3 จะเป็นงานศึกษาเชิงค้นคว้า (Exploratory Study) โดยจะทำการศึกษาการกลไกสำคัญที่ส่งผลทำให้บรรษัทข้ามชาติไทยสามารถที่จะเพิ่มพูนขีดความได้เปรียบทางการแข่งขัน ค้นหาจุดเด่นและจุดด้อยของแต่ละกลยุทธ์ และแนะนำทางเลือกกลยุทธ์ระหว่างประเทศที่เหมาะสมของบรรษัทข้ามชาติไทยรวมถึงสาเหตุต่างๆ โดยทำการศึกษาวิจัยผ่านการสืบค้นผ่านวรรณกรรมปริทัศน์ นอกจากนี้ยังได้ทำการเก็บข้อมูลโดยทำการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ประกอบการ หรือผู้บริหารระดับสูงเพื่อสามารถที่จะผนวกกับข้อมูลจากวรรณกรรมปริทัศน์ข้างต้น และสรุปเป็นผลการศึกษา
 
ด้วยว่าการลงทุนทางตรงในต่างประเทศขาออกกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งในกลไกในการเจริญเติบโตของประเทศไทย งานวิจัยฉบับนี้มีความคาดหวังที่จะเป็นประโยชน์ในการนำไปใช้ทั้งในภาคธุรกิจ  (Managerial Implication) และสามารถนำไปใช้ในส่วนของการศึกษาวิจัย (Research Implication) ด้วยเหตุที่ว่ากลยุทธ์ระหว่างประเทศและผลที่ได้จากการดำเนินกลยุทธ์นั้นมีความสำคัญ ดังนั้นงานศึกษาชิ้นนี้นอกจากจะอภิปรายทางเลือกกลยุทธ์ระหว่างประเทศที่เหมาะสมแล้ว ยังอธิบายถึงสาเหตุความเป็นมาของผลที่จะได้รับซึ่งเป็นประโยชน์ต่อภาคเอกชนที่จะสามารถนำไปใช้ได้และเข้าใจกลไกที่เกิดขึ้น นอกจากนี้งานศึกษาเชิงประจักษ์ทั้งสองส่วนยังให้ประโยชน์กับภาคงานศึกษาที่จะพิสูจน์เชิงสถิติ ถึงปัจจัยในระดับองค์กร และระดับประเทศที่จะส่งผลต่อการออกสู่สากล (Internationalization) ซึ่งจะช่วยเพิ่มเติมงานวิจัยในสาขาธุรกิจระหว่างประเทศ โดยเฉพาะบริบทของเศรษฐกิจในประเทศที่กำลังพัฒนา
 
วัตถุประสงค์ของการวิจัย
  1. เพื่อศึกษา วิเคราะห์ ค้นคว้าและทบทวนทฤษฎีที่ใช้ในการอธิบายการลงทุนทางตรงในต่างประเทศจากวรรณกรรมในระดับนานาชาติ เพื่อพิจารณาว่าสามารถอธิบายการออกไปลงทุนในต่างประเทศของบริษัทไทย
  2. เพื่อศึกษา วิเคราะห์ และทดสอบปัจจัยที่ส่งผลต่อออกไปทำธุรกรรมในต่างประเทศของบรรษัทข้ามชาติไทย โดยศึกษาในระดับบริษัท ทั้งนี้พิจารณา 3 ปัจจัยได้แก่ ประสบการณ์ในระดับสากลของผู้บริหาร (Global Managerial Experience), การรับรู้ถึงความอ่อนแอในระบบสถาบัน (Institutional Weakness) และ ขีดความสามารถทางนวัตกรรมของบริษัท (Innovation Capability)
  3. เพื่อศึกษา วิเคราะห์ และทดสอบปัจจัยที่ส่งผลในการเลือกรูปแบบการลงทุนระหว่างการร่วมลงทุน (Joint Venture) หรือ การตกลงร่วมมือระหว่างประเทศโดยปราศจาการลงทุน (Contractual Alliance) โดยมุ่งศึกษาและวิเคราะห์ในระดับประเทศ ทั้งนี้พิจารณาปัจจัยจากความแตกต่างเชิงสถาบัน (Institutional Distance) และความแตกต่างเชิงบริบท (Contextual Distance) ระหว่างประเทศ
  4. เพื่อศึกษาและอภิปรายข้อดีและข้อเสียในกลยุทธ์ระหว่างประเทศในการลงทุนในต่างประเทศของบรรษัทข้ามชาติไทย ร่วมไปถึงกระบวนการที่สามารถสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันของบรรษัทข้ามชาติไทย