การส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมของไทยผ่านทางการลงทุนโดยตรงระหว่างประเทศขาออก: กรณีศึกษาอุตสาหกรรมสาขาชิ้นส่วนอิเลคทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า

(Industrial promotion of Thai industry via outward foreign direct investment: The case of Electrical and Electronics component industry)

ดร. นณริฏ พิศลยบุตร

อาจารย์ ดร. ภาณุทัต สัชฌะไชย

ในอดีตประเทศไทยอาศัยความได้เปรียบทางด้านต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าร่วมกับนโยบายสนับสนุนจากภาครัฐแบบเสรีในการผลักดันการพัฒนาประเทศ อย่างไรก็ตามรูปแบบการพัฒนาดังกล่าวอาจจะไม่สามารถที่จะผลักดันให้ประเทศไทยก้าวต่อไปในอนาคตได้ดีอย่างเช่นที่ผ่านมา เหตุผลหลักประการหนึ่งมาจากการเข้าร่วมกลุ่มประชาคมอาเซียนของไทยที่กำลังจะมาถึง การร่วมกลุ่มทางเศรษฐกิจจะทำให้เกิดการแบ่งกระบวนการผลิตตามความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบมากขึ้นและจะทำให้ประเทศไทยซึ่งมีระดับการพัฒนาอยู่ในขั้นกลางจะถูกกดดันจากกลุ่มประเทศที่มีระดับการพัฒนาที่อยู่ต่ำกว่าไทยซึ่งมีความได้เปรียบในการผลิตโดยใช้ทรัพยากรและแรงงานเข้มข้นเป็นหลัก เนื่องจากมีต้นทุนที่ต่ำกว่า และถูกกดดันจากกลุ่มประเทศที่มีพัฒนาทางเศรษฐกิจที่อยู่สูงกว่าไทย เนื่องจากประเทศดังกล่าวมีประสบการณ์ ความชำนาญ และระดับเทคโนโลยีที่สูง ซึ่งผลิตสินค้าที่ใช้ทุนและเทคโนโลยีเข้มข้นเป็นหลัก

เพื่อรองรับแรงกดดันดังกล่าว รูปแบบการพัฒนาในอนาคตจึงต้องคำนึงถึงการแบ่งกระบวนการผลิตเป็นสำคัญ ทั้งนี้จากประสบการณ์ของกลุ่มประเทศสี่เสือแห่งเอเชีย (Four Asian Tigers) ซึ่งได้ผ่านประสบการณ์การรับแรงกดดันดังกล่าว และประสบความสำเร็จในการยกระดับประเทศไปสู่กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว พบว่าการกระจายกระบวนการผลิตในระดับสากล (International Production Network) ผ่านทางการลงทุนโดยตรงระหว่างประเทศขาออก (Outward FDI) เป็นกระบวนการที่สำคัญและจำเป็นต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในช่วงระยะเวลาดังกล่าว

เมื่อเปรียบเทียบการลงทุนโดยตรงระหว่างประเทศขาออกจะพบว่า ประเทศไทยยังมีสัดส่วนการลงทุนโดยตรงระหว่างประเทศขาออกที่ต่ำกว่าประเทศคู่แข่งโดยเปรียบเทียบ (ตารางที่ 1.1) และเป็นที่สังเกตว่า ประเทศมาเลเซียซึ่งอยู่ในสถานการณ์เดียวกันกับประเทศไทย (ในบริบทของการรับแรงกดดันข้างต้น) ได้มีการขยายการลงทุนโดยตรงระหว่างประเทศขาออกในระดับที่สูงมาก ในขณะที่ประเทศจีนซึ่งอาจจะดูเหมือนว่ามีระดับการลงทุนโดยตรงขาออกที่ต่ำกว่าของไทย แต่ด้วยความที่ประเทศจีนมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ทำให้การจำแนกกระบวนการผลิตภายในประเทศสามารถทดแทนการลงทุนโดยตรงระหว่างประเทศขาออกได้ ด้วยเหตุนี้เอง ประเทศไทยจึงมีความจำเป็นที่จะต้องผลักดันให้เกิดการขยายการลงทุนโดยตรงระหว่างประเทศขาออกในระดับที่สูงขึ้น เพื่อปรับรูปแบบการพัฒนาประเทศให้เหมาะสมกับสภาวะทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน

ตารางที่ 1.1: สัดส่วนขนาดของ Outward FDI (Stock) ต่อ GDP ระหว่างปี 2549-2553 จำแนกตามประเทศ

ที่มา: UNCTAD

โครงการวิจัยชิ้นนี้จึงมุ่งศึกษาถึงศักยภาพและความเป็นไปได้ของประเทศไทยในการขยายการลงทุนโดยตรงขาออกในอุตสาหกรรมสาขาชิ้นส่วนอิเลคทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า และการประเมินผลดี/ผลเสียของการดำเนินกิจกรรมดังกล่าว รวมทั้งการหามาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ เพื่อแก้ไขปัญหาและอุปสรรคของการลงทุนขาออกของประเทศ ทั้งนี้มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐที่ได้ไม่ควรที่จะทำให้เกิดการขยายตัวของการลงทุนโดยตรงระหว่างประเทศในขาออกเพียงอย่างเดียว แต่ควรที่จะมุ่งเน้นในการลงทุนที่ทำให้เกิดผลประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศเป็นสำคัญ

วัตถุประสงค์ของการวิจัย

  1. ทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนโดยตรงระหว่างประเทศขาออก และการกระจายกระบวนการผลิตในระดับสากล
  2. วิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบันของธุรกิจไทยในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเลคทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ทั้งทางด้านศักยภาพ และความเป็นไปได้ในการขยายการลงทุนขาออกระหว่างประเทศ รวมไปถึงการประเมินผลได้/เสียที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากกิจกรรมดังกล่าว
  3. เสนอแนะมาตรการสนับสนุนภาครัฐ เพื่อแก้ไขปัญหาและอุปสรรคของการลงทุนขาออกระหว่างประเทศ