ปัจจัยที่กำหนดเงินทุนทางตรงระหว่างประเทศขาออก: กรณีศึกษาเปรียบเทียบประเทศไทยกับประเทศสิงคโปร์และมาเลเซีย

(Factors Influencing Outward FDI: case study of Thailand in comparison with Singapore and Malaysia)

อาจารย์ ดร. จันทร์ทิพย์ บุญประกายแก้ว

อาจารย์ ดร. กรกรัณย์ ชีวะตระกุลพงษ์

เงินทุนทางตรงระหว่างประเทศ (Foreign direct investment: FDI) เป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในหลายทศวรรษที่ผ่านมา กรกรัณย์ ชีวะตระกุลพงษ์และชโยดม สรรพศรี (2555) ได้ศึกษาถึงผลกระทบของ FDI ที่เข้ามาในประเทศไทยและพบว่า FDI ช่วยส่งเสริมการจ้างงาน ผลิตภาพการผลิต และการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย อย่างไรก็ตามแรงผลักดันทั้งปัจจัยภายในและภายนอกก่อให้เกิดแนวโน้มที่การลงทุนจากต่างประเทศที่มาสู่ประเทศไทยอาจมีแนวโน้มลดลง หรือย้ายไปยังประเทศที่มีราคาปัจจัยการผลิตที่ต่ำกว่า และมีระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำกว่า ปัจจัยเหล่านั้นประกอบไปด้วย ปัจจัยภายในประเทศ เช่น ภาวะการณ์ขาดแคลนแรงงานในระดับปฏิบัติการของประเทศไทย รวมถึงระดับค่าจ้างแรงงานที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา และปัจจัยภายนอก เช่น นโยบายการเปิดประเทศและการส่งเสริมการลงทุนของประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศในภูมิภาค เช่น เวียดนาม กัมพูชา ลาว พม่า สถานการณ์ทางการเมืองที่มีเสถียรภาพมากขึ้นของประเทศในภูมิภาค เช่น อินโดนีเซีย พม่าและกัมพูชา รวมถึงการทำข้อตกลงการค้าเสรีและความร่วมมือด้านการลงทุนในภูมิภาคที่เพิ่มขึ้นจำนวนมาก

แม้ว่าจะยังไม่มีข้อสรุปที่เด่นชัดสำหรับประโยชน์ในระดับมหภาค การลงทุนในต่างประเทศอาจก่อให้เกิดประโยชน์ต่อบริษัทในหลายทาง โดยเฉพาะสำหรับประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศที่มีระดับเศรษฐกิจขนาดเล็ก ทำให้หากบริษัทใดที่ต้องการเติบโตเป็นบรรษัทข้ามชาติขนาดใหญ่จะต้องพิจารณาการลงทุนในต่างประเทศซึ่งอาจช่วยให้บริษัทสามารถเพิ่ม economies of scales ไปพร้อมกันด้วย นอกจากนั้นยังช่วยให้บริษัทต่างๆ สามารถเข้าถึงปัจจัยการผลิตที่ขาดแคลนหรือมีราคาสูงในประเทศ หรือเข้าถึงตลาดได้ง่ายขึ้นและขจัดปัญหาการกีดกันทางการค้าในรูปแบบต่างๆ

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาสถิติเงินลงทุนทางตรงระหว่างประเทศของประเทศไทยจะพบว่า ประเทศไทยมีระดับเงินทุนทางตรงระหว่างประเทศขาออกที่ต่ำกว่าประเทศที่มีรายได้ระดับสูงและกลางอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีระดับเงินทุนทางตรงระหว่างประเทศขาออกสะสม (OFDI Stock) ที่ประมาณ 2.9% ของ GDP เป็นอันดับที่ 7 โดยมี สิงคโปร์และมาเลเซียเป็นอันดับที่ 1 และ 2 ที่ระดับ 92.7% และ 31.2% ตามลำดับ[1]

ดังนั้น การศึกษาถึงสาเหตุที่เงินทุนทางตรงระหว่างประเทศของประเทศไทยยังอยู่ในระดับที่ต่ำจึงมีความสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเปรียบเทียบกับประเทศในภูมิภาคที่มีระดับเงินทุนทางตรงระหว่างประเทศที่สูง

งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาเกี่ยวกับเงินทุนทางตรงระหว่างประเทศขาออกของไทย โดยเน้นการศึกษาปัจจัยที่กำหนดเงินทุนทางตรงระหว่างประเทศขาออก (Outward Foreign Direct Investment (OFDI)) ซึ่งจะเป็นการศึกษาเปรียบเทียบประเทศไทยกับประเทศสิงคโปร์และมาเลเซียซึ่งมีระดับเงินทุนทางตรงระหว่างประเทศขาออกสูงกว่าประเทศไทยมาก โดยจะใช้วิธีการ Oaxaca-Blinder decompositionในการศึกษา ซึ่งวิธีการดังกล่าวจะศึกษาปัจจัยหรือคุณลักษณะที่ใช้อธิบายช่องว่างระหว่างเงินทุนทางตรงระหว่างประเทศขาออกของสองประเทศ นอกจากนั้นคณะผู้วิจัยจะใช้วิธีการศึกษาเชิงคุณภาพเพื่อศึกษาสถานการณ์ในปัจจุบัน ปัญหาและอุปสรรคในการลงทุนในต่างประเทศของประเทศไทยโดยเฉพาะในกรณีของประเทศลาว กัมพูชา พม่าและเวียดนาม และศักยภาพของเงินทุนทางตรงระหว่างประเทศของประเทศไทย พร้อมทั้งจะจัดทำดัชนีวัดผลประกอบการของเงินทุนทางตรงระหว่างประเทศขาออกของประเทศไทย เปรียบเทียบกับประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์ ในช่วงปีค.ศ. 2001-2011 โดยใช้วิธีการของ UNCTAD ซึ่งจัดทำดัชนีที่รวมผลของปัจจัยที่กำหนดเงินทุนทางตรงระหว่างประเทศขาออกทั้ง 2 ส่วนคือความได้เปรียบในการเป็นเจ้าของ (Ownership advantages) ซึ่งเป็นความเข้มแข็งในการแข่งขันของบริษัทที่ส่งออกทุน และปัจจัยด้านสถานที่ตั้ง (Location factors) ซึ่งแทนปัจจัยทางเศรษฐกิจที่มีผลต่อการผลิตสินค้าโดยเปรียบเทียบระหว่างประเทศเจ้าของทุนและประเทศผู้รับทุน

วัตถุประสงค์ของการวิจัย

  1. เพื่อศึกษาสถานการณ์ปัจจุบันของเงินทุนทางตรงระหว่างประเทศขาออกของประเทศไทย
  2. เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการลงทุนในต่างประเทศของประเทศไทยโดยเฉพาะในกรณีของประเทศลาว กัมพูชา พม่าและเวียดนาม
  3. เพื่อศึกษาศักยภาพของเงินทุนทางตรงระหว่างประเทศของประเทศไทยเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์
  4. เพื่อศึกษาปัจจัยที่ทำให้เงินทนุทางตรงระหว่างประเทศขาออกของประเทศไทยอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์ 

ที่มา: UNCTAD (2008)